



มัดรวมนิทรรศการงานอาร์ตที่มันมัน ศรีนครินทร์ เดือนกันยายน-ตุลาคม 69 บอกเลยว่าหลากหลายสุด ๆ สายอาร์ตชวนเพื่อน ชวนหวานใจมาเดินชิลกันได้เลยน้าาา~

MMAD GALLERY 1 — The Body, The Material, The Soul โดย ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์
.
ใคร่ครวญถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สิ่งแวดล้อม และโลก
ผ่านประติมากรรมสวมเครื่องแต่งกาย 17 ชิ้น ในนิทรรศการ The Body, The Material, The Soul
.
เราจะเป็นอย่างไร เมื่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนไปตลอดเวลา? คำถามชวนคิดถึงการคงอยู่ของเราในโลกใบนี้ ที่บางครั้งอาจถูกหลอมรวมหรือคลายออกจากสิ่งรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
.
The Body, The Material, The Soul คือนิทรรศการประติมากรรม โดย ‘ต้อง — ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์’ ศิลปินดีกรีปริญญาโทประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้สนใจการใช้กระบวนการทางศิลปะมาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก โดยเขาเปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ เปิดให้เราได้เข้ามาทดลองรับรู้และสังเกตการมีอยู่ของตัวเองในปัจจุบันขณะ
.
เมื่อเข้ามาภายในห้องจัดแสดง ทุกคนจะได้พบกับแสงไฟที่ถูกออกแบบให้ทำงานสลับสว่างและดับลงเป็นจังหวะ เมื่อไฟเปิด จุดสีจำนวนมากจะเคลื่อนผ่านประติมากรรมมนุษย์สวมเครื่องแต่งกายสีสันสดใสทั้ง 17 ชิ้น รวมถึงตัวผู้ชม พื้น และผนัง ทำให้ทุกอย่างดูหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แต่พอแสงไฟดับลง ขอบเขตของสิ่งต่าง ๆ ก็คลี่คลายและกลับคืนสู่สภาวะเดิม วนลูปไปเรื่อย ๆ อย่างน่าสนใจ
.
ผลงานชุดนี้ไม่ได้ต้องการยัดเยียดความหมายที่ตายตัว ศิลปินเพียงแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เดินสำรวจระหว่างหุ่นแต่ละตัวอย่างอิสระ เพื่อให้เราได้ลองสังเกตการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ วัสดุ และจังหวะแสงด้วยตัวเอง แล้วปล่อยให้ประสบการณ์ทางสุนทรียะของแต่ละคนทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ
.
มาร่วมสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรา สิ่งแวดล้อม และสภาวะรอบตัวได้ในนิทรรศการ The Body, The Material, The Soul โดย ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์ หนึ่งในนิทรรศการจากโครงการ ‘MMADness is Calling: กล้าให้สุด หลุดให้เป็น’ เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน - 25 ตุลาคม 2569 ที่ MMAD GALLERY 1 ชั้น 2, มันมัน ศรีนครินทร์ (ซีคอนสแควร์)

Test My Style, Try My Straight
.
นิทรรศการที่เกิดจากการเล่นคำผวน ซึ่งสื่อถึงการทดลองสไตล์ใหม่ ๆ และการก้าวเดินไปข้างหน้าผ่านมุมมองของศิลปิน โดยมีจุดตั้งต้นจากความผูกพันกับศิลปะที่สั่งสมอยู่ในวัด พิพิธภัณฑ์ และมรดกทางวัฒนธรรมที่คนรุ่นก่อนส่งต่อมา ศิลปินมองเห็นคุณค่าขององค์ความรู้และรูปแบบทางศิลปะเหล่านี้ในฐานะ "วัตถุดิบ" ที่เปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ เป็นรากทางวัฒนธรรมที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความ สร้างสรรค์ และเรียบเรียงใหม่ เพื่อสร้างบทสนทนาร่วมสมัยกับผู้คนในปัจจุบัน
.
ภายในวัฒนธรรมล้านนา "ตุง" ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของพาหนะนำดวงวิญญาณสู่ภพภูมิอันเป็นมงคล ศิลปินนำแนวคิดดังกล่าวมาผสานเข้ากับ สเก็ตบอร์ด พาหนะและสัญลักษณ์ของคนร่วมสมัยที่สะท้อนอิสรภาพ ความสนุก ความซุกซน และพลังแห่งการเคลื่อนไหว ขณะเดียวกัน ยังหยิบแนวคิดเรื่อง ชุธาตุ หรือ พระธาตุประจำปีเกิด ซึ่งเป็นความเชื่อที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับพื้นที่ ศรัทธา และระบบนักษัตร มาตีความใหม่ผ่านตัวละคร สีสัน และภาษาทางทัศนศิลป์ร่วมสมัย
.
ผลลัพธ์คือ "ตุงล้านนาร่วมสมัย" และผลงาน จิตรกรรมดิจิทัล ที่ผสานความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับโลกของพ็อปคัลเชอร์และจินตนาการ เชื่อมโยงหลากหลายมิติราวกับมัลติเวิร์สให้มาบรรจบกันในพื้นที่เดียว พร้อมเปิดโอกาสให้วัฒนธรรมดั้งเดิมได้เดินทางต่อผ่านภาษาและมุมมองของศิลปิน
.
นิทรรศการ Test My Style, Try My Straight จึงเป็นการทดลองเล็ก ๆ ที่ชวนให้มองล้านนาในอีกแง่มุมหนึ่ง และตั้งคำถามว่า หากรากทางวัฒนธรรมถูกเล่าผ่านภาษาของคนร่วมสมัย วัฒนธรรมเหล่านั้นจะยังคงเคลื่อนไหว ได้รับการพูดถึง และส่งต่อไปในโลกปัจจุบันได้อย่างไร
.
สำหรับศิลปิน การอนุรักษ์มิใช่การหยุดเวลาไว้ หากคือการทำให้วัฒนธรรมยังคงมีชีวิต ผ่านการตีความใหม่ การตั้งคำถาม และการส่งต่อในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่สามารถเชื่อมโยงและเข้าถึงได้

Urban/ Street/ Craft
.
นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่ชวนผู้ชมสํารวจพรมแดนที่พร่าเลือน ระหว่างศิลปะสตรีทอาร์ตกับเทคนิคทางหัตถกรรม ผ่านการต้ังคําถามต่อภาษา (Language) และวัสดุ (Materiality) ที่เคยนิยามสตรีทอาร์ตในกระแสหลักมาอย่างยาวนาน
.
ในขณะที่สตรีทอาร์ตกระแสหลักมักถูกจดจําผ่านภาพของการแทรกแซงในพื้นที่สาธารณะ (Art intervention) ด้วยการพ่นสีสเปรย์หรือวาดด้วยสีอะคริลิกบนผนังคอนกรีต นิทรรศการนี้กลับเบี่ยงเบน ออกจากกรอบดังกล่าว ด้วยการนําเทคนิคทาง “หัตถกรรม” (Craft) และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ามาเป็น แกนกลางของกระบวนการสร้างสรรค์ ผลลัพธ์คือการรื้อสร้างความหมายใหม่ให้กับ “สตรีทอาร์ต” (Street Art) และ “ความเป็นเมือง” (Urban) ให้กลายเป็นพื้นที่ของการทับซ้อนระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ระหว่างความชั่วคราวกับความทรงจํา และระหว่างวัตถุสามัญกับคุณค่าทางสุนทรียะ
.
นิทรรศการนี้มิได้เพียงนําเสนอผลงานในฐานะวัตถุศิลปะ หากแต่ทําหน้าที่เป็น “พื้นที่สนทนา” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พิจารณาถึงสถานะของวัสดุ เทคนิค และความหมายว่าสิ่งใดคือเครื่องมือ สิ่งใดคือ ผลงาน และเส้นแบ่งระหว่างทั้งสองน้ันยังคงดํารงอยู่หรือได้เลือนหายไปแล้ว

"Soft World : เมื่อโลกภายนอกไม่อ่อนโยนกับเรา เราจึงหลีกหนีสู่โลกอีกใบ"
.
นิทรรศการศิลปะจัดวางรูปแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Installation Art) โดย จิตติมน มันทรานนท์ (หรือที่รู้จักในชื่อศิลปินโมเดลกระดาษ Analogift) นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อชวนให้ผู้คนได้หลีกหนีความวุ่นวายและความใจร้ายจากโลกภายนอก เข้ามาพักผ่อนและเยียวยาจิตใจในดินแดนแห่งความนุ่มนวลแฟนตาซีที่มีสีสันสดใส
.
แนวคิดของงานสร้างพื้นที่จำลองโลกอีกใบที่เปิดให้ผู้ชมเข้าไปสัมผัส สำรวจ และทิ้งตัวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างแท้จริง ตัวงานเน้นการใช้ผืนผ้าและไหมพรมเป็นสื่อกลางในการสำรวจโลกภายในจิตใจและบำบัดความเหนื่อยล้า ท่ามกลางผลงานประติมากรรมผ้าและงานถักโครเชต์สีสันคัลเลอร์ฟูลมากกว่า 1,000 ชิ้น ซึ่งศิลปินใช้เวลาสร้างสรรค์ร่วม 1 ปี
.
หัวใจสำคัณของงานนี้คือ การร่วมมือกับชุมชน (Upcycle): งานนี้มีการต่อยอดร่วมกับ กลุ่มผ้าปักมือบ้านสันกอง จ.เชียงราย และนำไหมพรมบริจาคจากโครงการ Upcycle ของ มูลนิธิกระจกเงา มาชุบชีวิตใหม่ให้กลายเป็นงานศิลปะ

1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM (A Photographic Installation)
.
บันทึกโลกใบเดิม จากทุกการเดินทาง สู่หนึ่งพันภาพจำที่ต่างมุมมอง หากคำว่า ‘ROAM’ เปรียบได้กับ ‘การออกเดินทางท่องเที่ยว’ ความหมายของมันจึงไม่ได้อยู่แค่ที่จุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจซ่อนอยู่ในรายละเอียดระหว่างทาง บรรยากาศ หรือแม้กระทั่งผู้คนที่เราได้พบเจอ การบันทึกความทรงจำเหล่านั้นผ่านชัตเตอร์ จึงเป็นเหมือนการล็อกเก็บความรู้สึกในช่วงเวลานั้นเอาไว้
.
MMAD (แมด) ชวนทุกท่านร่วมชมผลงานภาพถ่ายที่บันทึกวิวทิวทัศน์ ธรรมชาติ เมือง และบรรยากาศของการเดินทาง ผ่านผลงานภาพถ่ายของผู้ได้รับการคัดเลือกจากการ OPEN CALL ใน 1 วัน 1000 ภาพ ครั้งที่ 8: ROAM A Photographic Installation ที่ชวนให้กลับมามอง ‘การท่องเที่ยว’ ผ่านมุมมองของตัวเอง ภายใต้คำว่า ‘ROAM’ นิทรรศการที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน ผ่านมุมมองที่หลากหลายของการถ่ายภาพ
.
ขอแสดงความยินดีกับ คุณกรณ์พงศ์ พงศ์ลดารัตน์ เจ้าของผลงานภาพถ่ายเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น MMADclusive Pick (Key Visual หลักประจำนิทรรศการ)

HARMONIC CHAOS (ความโกลาหลที่กลมกลืน)
.
นิทรรศการที่นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของนักศึกษาสาขาศิลปศึกษา ซึ่งประกอบด้วยผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งศิลปะจัดวาง (Installation Art) จิตรกรรม (Painting) ภาพพิมพ์ (Printmaking) และสื่อการสอนทางศิลปะ ที่สะท้อนมุมมอง ประสบการณ์ และกระบวนการคิดอันแตกต่างของผู้สร้างสรรค์แต่ละคน
.
ภายใต้สังคมร่วมสมัยที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิด วัฒนธรรม และการดำรงชีวิต ความแตกต่างเหล่านี้อาจดูสับสน วุ่นวาย หรือขัดแย้งกันในบางมิติ เปรียบเสมือน “ความโกลาหล” ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าความแตกต่างเหล่านี้สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ในภาพรวม
.
นิทรรศการนี้จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผลงานจากหลากหลายแนวคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ได้มาพบกัน โดยไม่ได้มุ่งเน้นความเป็นเอกภาพในเชิงรูปแบบ หากแต่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันของความหลากหลายในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนทางความคิด
.
ผลงานแต่ละชิ้นเปรียบเสมือนเสียงดนตรีที่มีจังหวะและท่วงทำนองเฉพาะตัว แม้จะแตกต่างกันทั้งด้านเนื้อหา เทคนิค และวิธีการนำเสนอ แต่เมื่อถูกร้อยเรียงอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน กลับก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่สอดประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ สะท้อนให้เห็นว่าความงดงามไม่ได้เกิดจากความเหมือนกัน หากเกิดจากการยอมรับและการอยู่ร่วมกันของความแตกต่าง HARMONIC CHAOS จึงเป็นมากกว่านิทรรศการแสดงผลงานศิลปะ แต่เป็นการสำรวจคุณค่าของความหลากหลาย การเชื่อมโยงระหว่างผู้คน แนวคิด และประสบการณ์ ตลอดจนการค้นพบความกลมกลืนที่ซ่อนอยู่ภายในความซับซ้อนของศิลปะและสังคมร่วมสมัย

Cloudy and Friends : Happiness in the Isan Countryside
.
ท้องทุ่งอีสานเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ทั้งในด้านธรรมชาติ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ผืนทุ่งนา ท้องฟ้า และเสียงหัวเราะ คือภาพจำที่สะท้อนถึงความสุขอันบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความธรรมดา ข้าพเจ้ามองว่า ความสุขของคนอีสานไม่ได้เกิดจากสิ่งอำนวยความสะดวก แต่เกิดจากการอยู่ร่วมกัน การแบ่งปัน และการยอมรับในวิถีชีวิตที่เรียบง่ายจากความผูกพันที่มีต่อบ้านเกิดและวิถีชีวิตในท้องถิ่นอีสาน
.
ข้าพเจ้าจึงมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ผ่านประสบการณ์ ความทรงจำตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน และจินตนาการที่หล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกจริง มาผสมผสานกับกระบวนการทางศิลปะ โดยนำเสนอผ่านตัวคาแรกเตอร์ “คลาวด์ดี้ (Cloudy)” เจ้าหัวก้อนเมฆสีเหลือง ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของข้าพเจ้าในการออกเดินทาง บันทึกเรื่องราว และสัมผัสความสุขอันเรียบง่ายในท้องทุ่งอีสาน ร่วมกับผองเพื่อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นในภูมิภาคอีสาน คาแรกเตอร์ทั้งหมดจึงทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงความทรงจำ ความผูกพัน และอัตลักษณ์ของบ้านเกิดเข้ากับโลกแห่งจินตนาการ
.
ผลงานชุดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบอกเล่าความสุขในแบบของข้าพเจ้า แต่ยังมุ่งหวังให้ผู้ชมสามารถสัมผัสและเข้าถึงความงดงามของวิถีชีวิตอีสานได้ในอีกมุมหนึ่ง ผ่านการตีความเชิงสัญญะ รูปทรง และองค์ประกอบศิลป์ที่สื่อถึงตัวตนของภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน เป็นการสะท้อนคุณค่าที่แฝงอยู่ในความเรียบง่าย และเป็นการส่งต่อเรื่องราวของบ้านเกิดด้วยภาษาของศิลปะ ผ่านกระบวนการเทคนิคภาพพิมพ์ตะแกรงไหม (Silk Screen)

Pink Issue
.
Pink Issue คือการแสดงเชิงทดลองที่ศิลปินใช้ร่างกายของตนเองเป็นสนามต่อสู้ของอัตลักษณ์ทางเพศ โดยนำวัตถุแทนเพศ ได้แก่ “นม” และ “จู๋” ซึ่งหล่อจากอวัยวะจริงของอาสาสมัครชายและหญิงหลากหลายคน มาจัดวาง ปรับเปลี่ยนและทดลองประกบเข้ากับเรือนร่างของตนเอง เพื่อศึกษาความรู้สึก ความขัดแย้งและผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเพศทั้งสองต้องอยู่ในร่างกายเดียวกัน
.
วัตถุแทนเพศเหล่านี้ถูกหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์อันเป็นวัสดุ แข็ง เปราะ และมีน้ำหนักเพื่อสะท้อนถึงความรุนแรงของการนิยามเพศในเชิงสังคมและการแบกรับอัตลักษณ์ที่ไม่อาจยืดหยุ่นไปตามกายวิภาคของผู้เป็นเจ้าของ
.
ในพื้นที่จัดแสดง วัตถุแทนเพศจะถูกจัดวางเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการโดยเปิดให้ผู้ชมสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุเหล่านี้ได้อย่างเสรี ไม่ว่าจะเป็นการวาด ทาสี เขียนข้อความ สัมผัสหรือแม้กระทั่งทำลาย เพื่อขยายการศึกษาจากตัวศิลปินไปสู่มุมมองของผู้ชม และตั้งคำถามกลับไปยังสังคมว่าเราสร้างเพศขึ้นมาอย่างไร และเพศนั้นทำอะไรกับร่างกายเรา

