เตรียมพร้อมรับมือ ! คนไทยกว่า 8 ล้าน อาจตกงานเพราะพิษโควิด - 19

เตรียมพร้อมรับมือ ! 
คนไทยกว่า 8 ล้าน อาจตกงานเพราะพิษโควิด - 19




World Bank สำนักงานประเทศไทย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยจะเข้าสู่วิกฤตขั้นรุนแรง สืบเนื่องมาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคโควิด – 19 โดยในปี 2563 อาจเกิดความเสียหายทางธุรกิจกว่า 5% ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี กว่าที่ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติก่อนการเกิดโรคระบาด
.
ร้ายแรงที่สุด อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้ลูกจ้างมากกว่า 8.3 ล้านคน ต้องสูญเสียงานหรือขาดรายได้จากวิกฤติโควิด – 19 ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการหรือลูกจ้าง ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรร มท่องเที่ยวและการบริการ ที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุดเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น ๆ
.
นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเปิดเผยออกมาว่าคนไทยกว่า 9.7 ล้านคน กำลังตกอยู่ในสถานะไม่มั่นคงทางการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย โดยมีกำลังซื้อต่ำกว่า 174.40 บาท (5.5 USD) ต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จาก 4.7 ล้านคน ที่ได้มีการประมาณการไว้ในไตรมาสแรกของปี 2563
.
ทั้งนี้ กลุ่มคนที่ดูเหมือนว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด นั้นก็หนีไม่พ้นไปจาก “ภาคครัวเรือนชนชั้นกลาง” ที่ประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างในโรงงานการผลิต และอยู่ในส่วนของภาคบริการ ซึ่งมีคนตกงานเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 20% ถือเป็นปริมาณที่สูงกว่า 3 เท่าเลยทีเดียว
.
“เมื่อสถานการณ์ของโรคระบาดเริ่มคลี่คลาย จึงเป็นความท้าทายสำคัญของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานของไทย ว่าจะมีการฟื้นฟูและช่วยเหลือผู้ที่ตกงานตามมาตรการได้อย่างไร เพื่อชดเชยกับความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้น ทั้งนี้อาจมีการเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์วิกฤตในอนาคตข้างหน้า ด้วยการจัดการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการจ้างงานใหม่ สำหรับคนตกงานหรือแรงงาน ที่ถูกนายจ้างปลดหรือเลิกจ้างอีกด้วย” Birgit Hansl ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว
.
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมโรค และมียอดผู้ติดเชื้อค่อนข้างต่ำ ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา แต่ในภาคเศรษฐกิจ ถือได้ว่าประเทศไทยนั้นกำลังตกอยู่ในสภาวะวิกฤตขั้นหนัก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศไทยหยุดชะงักการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ซึ่งค่าความเสียหายคิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของไทย
.
และในส่วนของการส่งออก คาดว่าจะลดลงประมาณ 6.3% ในปี 2563 ถือเป็นไตรมาสที่มีการหดตัวขั้นรุนแรง ที่สุดในรอบ 5 ปีเลยก็ว่าได้ โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการสินค้าไทยในต่างประเทศนั้นค่อนข้างอ่อนแอ เพราะทั่วโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ในส่วนของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง อาจมีการบริโภคลดลงกว่า 3.2% เนื่องจากมาตรการหรือข้อจำกัดที่รัฐได้ออกนโยบายมา และปัญหาสำคัญอย่างรายได้ที่ลดลงของประชาชน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่นั้นใช้จ่ายประหยัดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตโควิด – 19 ที่ก่อนหน้านี้มีการขาดรายได้มาเป็นระยะเวลานาน
.
สำหรับทิศทางในอนาคต World Bank ได้เล็งเห็นว่า หลังจากประเทศไทยเริ่มมีการผ่อนคลายมาตราต่าง ๆ แล้ว อาจทำให้การบริโภคในประเทศนั้นเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงที่สุดในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และต่อเนื่องไปยังปี 2564 อย่างค่อย ๆ โดยยังไม่มั่นคงหรือแน่นอนมากนัก ซึ่งประมาณได้จากพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะมีการขยายตัวมากขึ้น 4.1% ในปีหน้า และ 3.6% ในปีถัดไป
.
จากตัวเลขที่แสดงออกมา เห็นให้เห็นได้ชัดเจนว่าสถานการณ์ของการฟื้นตัว นั้นยังไม่สามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววัน เพราะระดับ GDP ของประเทศไทยยังคงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของโลก ซึ่งถือว่ามีการขยายตัวที่ไม่แข็งแรง เพราะการจำกัดการเดินทางข้ามประเทศ ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยว รวมไปถึงการค้าและห่วงโซ่อุปทาน ต้องอยู่ในสภาวะชะลอตัวไปอีกหลายปี



อ้างอิง : https://evpss.co/f3327

More Like This

Subscribe & Get Promotion

Get Start